Google

Wednesday, September 23, 2009

Development Agency : United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD)

องค์การเพื่อการพัฒนา : การประชุมการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(อังค์ถัด)

องค์กรหนึ่งของสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนานโยบายการค้าโลก อังค์ถัดเริ่มก่อกำเนิดเมื่อคราวมีการประชุมการค้าพิเศษที่รัฐต่างๆจำนวน 122 รัฐเข้าร่วมประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1964 และสมัชชาใหญ่ได้กำหนดให้อังค์ถัดมีสถานภาพถาวรในปีเดียวกันนี้เอง รัฐด้อยพัฒนาทั้งหลายได้ช่วยกันผลักดันให้มีการก่อตั้งอังค์ถัดขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นที่ประชุมที่พวกตนสามารถใช้กดดันรัฐที่มีความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมให้ลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆให้พวกตนสามารถขายสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ขั้นปฐมของพวกตนได้ วัตถุประสงค์หลักของประเทศด้อยพัฒนาที่กระทำเช่นนี้ก็เพื่อจะเพิ่มพูนรายได้จากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อนำไปใช้สนับสนุนโครงการเพื่อการพัฒนาต่างๆ ปัจจุบันอังค์ถัดมีสมาชิกเกือบ 160 ชาติ มีการประชุมเต็มคณะในทุก 3-4 ปีเพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานนโยบายการค้าและการพัฒนาระหว่างกัน ในการจัดองค์กรภายในมีคณะกรรมการการค้าและการพัฒนาทำหน้าที่ริเริ่มข้อเสนอนโยบายในระหว่างสมัยการประชุมของอังค์ถัด และมีสำนักเลขาธิการตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ความสำคัญ ที่สามารถจัดตั้งการประชุมการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้สำเร็จครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นชัยชนะทางด้านการเมืองแต่ยังไม่ใช่เป็นชัยชนะทางด้านเศรษฐกิจสำหรับรัฐด้อยพัฒนาทั้งหลาย ในความพยายามที่จะแสวงหาเงินทุนโดยการเพิ่มพูนการค้านี้ ข้างฝ่ายรัฐที่เจริญทางอุตสาหกรรมก็ได้ต่อต้านการจัดตั้งอังค์ถัดนี้โดยบอกว่าบทบาทของอังค์ถัดจะไปเหมือนกับบทบาทของแกตต์ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม “แกนนำจี –77” เมื่อปี 1964 แต่กลุ่มประเทศด้อยพัฒนาจะมีชัยชนะทางด้านเศรษฐกิจได้ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐที่พัฒนาแล้วจะตกลงตามวัตถุประสงค์ของอังค์ถัดที่ให้มีการสร้างเสถียรภาพในราคาสินค้าประเภทโภคภัณฑ์และขยายหลักปฏิบัติว่าด้วยชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่งให้แก่รัฐพัฒนาโดยไม่ขอสิ่งใดเป็นการตอบแทนได้หรือไม่ เมื่อเร็วๆนี้ประเทศในกลุ่มโลกที่สามได้ดำเนินการรณรงค์อย่างแข็งขันในที่ประชุมของอังค์ถัดเพื่อให้มีการก่อตั้ง ระเบียบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่(เอ็นไออีโอ) ให้มาทำหน้าที่จัดสรรความมั่งคั่งของโลกเสียใหม่

Development Agency : United Nations Industrial Development Organization(UNIDO)

องค์การเพื่อการพัฒนา:องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูนิโด)

องค์การที่จัดตั้งโดยสมัชชาใหญ่ ”เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม และเร่งรัดการอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยให้เน้นย้ำเป็นการเฉพาะในภาคการผลิต” ยูนิโดเริ่มปฏิบัติงานเป็นองค์การ ”อิสระ” ในสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ. 1967 โดยมีหน้าที่รับผิดชอบ คือ ช่วยกระตุ้น ช่วยประสานความร่วมมือ และช่วยเร่งเร้าความพยายามของสหประชาชาติในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม (ในองค์กรภายในของยูนิโด)มีคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาใหญ่ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักของยูนิโด และทำหน้าที่พัฒนาหลักการและนโยบายเครื่องชี้นำโครงการต่างๆ นอกจากนี้แล้วคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมก็ยังมีหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมต่างๆ ดำเนินการจัดตั้งองค์กรย่อยๆขึ้นมาเมื่อมีความจำเป็น และมีหน้าที่ทำรายงานประจำปีเสนอต่อสมัชชาใหญ่ สำนักเลขาธิการของยูนิโดตั้งอยู่สำนักงานใหญ่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ความสำคัญ การจัดตั้งองค์การการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติขึ้นมานี้ เป็นผลพวงมาจากการเน้นย้ำของรัฐกำลังพัฒนาว่าจะต้องทำการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมให้ได้ และก็เป็นผลมาจากการที่รัฐด้อยพัฒนาสามารถคุมเสียงส่วนใหญ่ในสมัชชาใหญ่ได้อีกด้วย ที่รัฐด้อยพัฒนาเน้นย้ำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นแนวทางดีที่สุดที่จะนำพาไปสู่ความทันสมัยได้นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐที่พัฒนาแล้ว เพราะรัฐที่พัฒนาแล้วเห็นว่าจะทำให้ฝ่ายพวกตนต้องแข่งขันสินค้าต้นทุนต่ำกับประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งจะทำให้ตนต้องสูญเสียตลาดและสูญเสียโอกาสในการลงทุนไป นอกจากนั้นแล้วรัฐต่างๆในทวีปแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา ก็ยังมีที่นั่งส่วนใหญ่อยู่ในคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งก็ได้ใช้ข้อได้เปรียบนี้ทำการกดดันสมาชิกของรัฐที่เจริญแล้วให้มาช่วยเหลือฝ่ายตนบรรลุถึงการพัฒนาทางอุตสาหกรรมได้ ยูนิโดได้จัดให้มีการประชุมนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมและได้ดำเนินโครงการให้บริการทางด้านอุตสาหกรรมพิเศษ(เอสไอเอส) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคอุตสาหกรรมภาคปฏิบัติแก่มวลสมาชิกที่ร้องขอความช่วยเหลือมา ตัวอย่างของโครงการที่ยูนิโดให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ โรงงานม้วนเล็กกล้าที่ประเทศจอร์แดน โรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ประเทศซูดาน และโรงงานผลิตวัตถุดิบจากชานอ้อยที่ประเทศตรินิแดด เป็นต้น

Development Agency : United Nations Institute for Training and Research(UNITAR)

องค์การเพื่อการพัฒนา : สถาบันเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยแห่งสหประชาชาติ(ยูนิทาร์)

องค์การอิสระที่จัดตั้งโดยสมัชชาใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1963 เพื่อทำการฝึกอบรมบุคลากรที่จะไปทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในโครงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค โครงการต่างๆของยูนิทาร์ ได้แก่ (1) โครงการจัดหาทุนแก่บุคลากรจากประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มพูนทักษะเพื่อนำไปใช้ทั้งในระดับชาติและในระดับนานาชาติ (2) โครงการจัดหาผู้เชี่ยวชาญส่งไปสอนหลักสูตรพิเศษต่างๆตามวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในรัฐที่กำลังพัฒนาเหล่านี้ และ (3) โครงการดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นต้น องค์กรบริหารภายในของสถาบันเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วย คณะกรรมการทรัสตีทำหน้าที่ในฐานะส่วนตัวยิ่งกว่าจะทำในฐานะตัวแทนของรัฐ คณะกรรมการทรัสตีได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการสหประชาชาติ โดยปรึกษาหารือกับประธานสมัชชาใหญ่ และประธานคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม

ความสำคัญ สถาบันเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยแห่งสหประชาชาติ ได้พยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างสหประชาชาติกับประชาคมนักวิชาการระหว่างประเทศ โครงการที่โดดเด่นมากของยูนิทาร์ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมเยาวชนจากเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา เพื่อเตรียมตัวไปประกอบอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้ที่อาสาสมัครเข้าร่วมโครงการของยูนิทาร์ประกอบด้วยนักปราชญ์ และรัฐบุรุษที่โด่งดังไปทำหน้าที่เป็นครูอาจารย์ ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงการทางวิชาการที่มีความหลากหลาย ส่วนในด้านการวิจัยนั้นก็ได้มี(1) โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถและวิธีปฏิบัติของสหประชาชาติ (2) โครงการพัฒนาและการสร้างความทันสมัย และ(3) โครงการคมนาคมและสารสนเทศ

Development Strategy : Colombo Plan

ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา : แผนโคลัมโบ

โครงการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหากลไกการปรึกษาหารือในแบบพหุภาคีและทวิภาคีในหมู่สมาชิก แผนโคลัมโบก่อตั้งขึ้นมาในที่ประชุมของหมู่รัฐเครือจักรภพอังกฤษที่กรุงโคลัมโบ ประเทศซีลอน(ศรีลังกาในปัจจุบัน) เมื่อปี ค.ศ. 1950 แผนโคลัมโบได้จัดทำแผนเริ่มแรกเป็นแผนระยะเวลา 5 ปี ใช้เงินทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทุนจำนวนนี้ได้มาจากรัฐที่พัฒนาแล้วและรัฐที่กำลังพัฒนาในจำนวนที่เท่ากัน มีรัฐต่างๆเข้าร่วมในโครงการกว่า 25 รัฐ เช่น ประเทศในเครือจักรภพของอังกฤษ(ออสเตรเลีย, อังกฤษ, แคนาดา, ซีลอน,อินเดีย, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ปากีสถาน และสิงคโปร์) ประเทศและดินแดนในอารักขาในเอเชียอื่นๆ(ภูฏาน, เกาะบอร์เนียวของอังกฤษ,พม่า,กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ลาว,เนปาล,ฟิลิปปินส์, เวียดนามใต้ และไทย) และสหรัฐอเมริกา ในการบริหารแผนโคลัมโบนั้นมีคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของรัฐที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด จะประชุมกันทุกปีเพื่อพิจารณาทบทวนโครงการเก่า วางแผนโครงการใหม่ และถกแถลงปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีคณะมนตรีเพื่อความร่วมมือทางเทคนิค ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการ ณ สำนักงานใหญ่ของแผนโคลัมโบที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาปัจจุบัน เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคระหว่างหมู่ชาติสมาชิก

ความสำคัญ ถึงแม้ว่าแผนโคลัมโบจะเริ่มต้นขึ้นมาด้วยการเป็นแค่โครงการของกลุ่มประเทศในเครือจักรภพของอังกฤษ แต่ก็ได้รวมเอาประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ และมีประเทศต่างๆที่มิได้มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ในเอเชียเป็นประเทศรับความช่วยเหลือ แต่ด้วยเหตุที่การบริหารโครงการให้ความช่วยเหลือทุกโครงการมีลักษณะเป็นแบบทวิภาคี เพราะฉะนั้นรัฐผู้บริจาคแต่ละรัฐจึงได้เข้าไปควบคุมขนาดและลักษณะของเงินบริจาคของตนอย่างเต็มที่ แต่กระนั้นก็ดีก็ยังมีคณะกรรมการที่ปรึกษาทำหน้าที่เป็นที่ประชุมซึ่งประเทศกำลังพัฒนาสามารถเสนอความต้องการโครงการที่ใหญ่ขึ้นหรือที่มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นได้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา แผนโคลัมโบได้ให้ความช่วยเหลือทั้งในรูปของเงินกู้และเงินให้เปล่ามูลค่ากว่า 2 หมื่นห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ชาติต่างๆในเอเชีย เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนา และมีบุคลากรหลายพันคนได้รับการฝึกอบรมทางด้านเทคนิค

Development Strategy : Dependency Theory

ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา : ทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิง

คำอธิบายในเชิงเศรษฐกิจและในเชิงการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการในทางประวัติศาสตร์และในปัจจุบันที่บ่งบอกถึงการเกิดการด้อยพัฒนาและการขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มประเทศโลกที่สาม ทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงนี้ให้ความสนใจในสัมพันธภาพด้านจักรวรรดินิยม/ลัทธิล่าอาณานิคม ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมของยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา กับพื้นที่ต่างๆในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกาที่ตกอยู่ในความครอบงำของประเทศอุตสาหกรรมเหล่านั้น ทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงนี้เกิดจากแนวความคิดของนักปราชญ์ชาวละตินอเมริกาหลายคน เช่น เฟอร์นานโด เฮนริก คาร์โดโซ, ธีโอโตนีโอ ดอส ซานโตส, และ รุย เอ็ม. มารินี ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้ได้พยายามอธิบายถึงสัมพันธภาพการพึ่งพิงในปัจจุบันระหว่างรัฐในละตินอเมริกากับรัฐทุนนิยมที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้วในตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้แล้วก็ยังมีปราชญ์คนอื่นๆ เช่น ซามีร์ อามิน, คลิฟ โธมัส, และวอลเตอร์ ร้อดนี ได้นำทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงนี้ไปใช้อธิบายพื้นที่อื่นๆของโลกด้วย นักปราชญ์เหล่านี้มีความเห็นว่า ระบบการค้าของโลกในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทางที่จะทำให้รัฐที่กำลังพัฒนาตกอยู่ในสภาวะถูกจองจำทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพแบบจักวรรดินิยมแบบใหม่และการล่าอาณานิคมแบบใหม่ขึ้นมาระหว่างประเทศที่มีฐานะร่ำรวยกับประเทศที่มีฐานะยากจน

ความสำคัญ นักปราชญ์และบุคคลอื่นๆต่างใช้ทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงนี้อธิบายถึงภาวะชะงักงันในการพัฒนาเศรษฐกิจในหมู่ประเทศกลุ่มโลกที่สาม ในทัศนะของพวกนักทฤษฎีสภาวะการพึ่งพิงเห็นว่า ชีวิตทางเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาถูกครอบงำโดยการเอารัดเอาเปรียบของรัฐนายทุนที่มีอำนาจจากภายนอกกลุ่มโลกที่สาม ทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงนี้จะถูกผิดอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่ที่แน่ๆก็คือ เป็นทฤษฎีที่ได้รับการสนับสนุนจากนักปราชญ์และผู้นำประเทศในโลกที่สาม ซึ่งเห็นว่าเป็นเหตุผลสำคัญทำให้หลายรัฐในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกาไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้แล้วพวกนักทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงก็ยังมีความเห็นด้วยว่า บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างก็ได้เข้าควบคุมเศรษฐกิจของกลุ่มโลกที่สาม และได้ให้การสนับสนุนแก่บรรดาผู้นำทางการเมืองของประเทศเหล่านี้อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมในหลายรัฐที่กำลังพัฒนาเพราะผลของการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ แต่ก็มีการจำกัดอยู่เฉพาะในตัวเมือง ส่วนพื้นที่ในชนบทของประเทศต่างๆเหล่านี้ยังตกอยู่ในสภาพยากจนค่นแค้นอยู่ต่อไป ผู้ให้การสนับสนุนทฤษฎีสภาวะต้องพึ่งพิงหลายคนมีความเห็นว่า สภาวะแห่งลัทธิจักรวรรดินิยมและแห่งลัทธิล่าอาณานิคมเหล่านี้จะต้องถูกทำลายไปเสีย แล้วนำเอาระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างใหม่มาใช้แทน ก็จะยุติสถานภาพการที่ต้องพึ่งพิงของรัฐต่างๆในกลุ่มโลกที่สามนี้ได้

==================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

Development Strategy : Foreign Aid

ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา : ความช่วยเหลือต่างประเทศ

ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการทหารที่รัฐบาลหนึ่งหรือองค์การระหว่างประเทศหนึ่งจัดหาให้แก่อีกประเทศหนึ่ง ความช่วยเหลือต่างประเทศจะเสนอให้ในแบบทวิภาคี โดยองค์การในระดับภูมิภาค หรือโดยองค์การในระดับโลกภายใต้ระบบสหประชาชาติ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแยกประเภทได้ดังนี้ (1)การให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค (2) การให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนแบบให้เปล่า (3) การให้เงินกู้เพื่อการพัฒนา (4) การส่งอาหารที่ล้นสต๊อกไปให้ (5) การให้ค้ำประกันสำหรับการลงทุนของภาคเอกชน และ(6) การให้เครดิตทางการค้า ส่วนการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร จะเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ (1) การส่งมอบครุภัณฑ์ทางทหาร (2) การส่งคณะที่ปรึกษาไปประจำอยู่ (3) การให้การสนับสนุนด้านกลาโหม(หมายถึง ให้เงินสนับสนุนโครงการพลเรือนเท่ากับจำนวนเงินที่ประเทศผู้รับความช่วยเหลือใช้จ่ายไปในด้านการป้องกันประเทศตน) และ(4) การให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายแก่กองกำลังทหารมิตรประเทศ สำหรับวัตถุประสงค์ของความช่วยเหลือต่างประเทศมีดังนี้ คือ (1) ให้การสนับสนุนพันธมิตร (2) ช่วยบูรณะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม (3) ให้การส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (4) ต้องการได้การสนับสนุนทางอุดมการณ์ (5) ต้องการได้วัสดุทางยุทธศาสตร์ และ (6) ต้องการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการล้มละลายทางเศรษฐกิจหรือจากภัยธรรมชาติ โครงการให้ความช่วยเหลือในแบบทวิภาคีทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร ดำเนินการโดยรัฐต่างๆต่อไปนี้ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต จีนคอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย และอังกฤษ ส่วนโครงการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ได้แก่ โครงการที่ดำเนินการโดย พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า แผนโคลัมโบ กองทุนเพื่อพัฒนายุโรปของอีอีซี องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ธนาคารพัฒนาแอฟริกา ธนาคารพัฒนาเอเชีย และธนาคารพัฒนาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา สำหรับโครงการในระดับโลกภายใต้การอุปถัมภ์ของสหประชาชาติ ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กลุ่มธนาคารโลก(ไอบีอาร์ดี ไอเอฟซี และไอดีเอ) ตลอดจนทบวงการชำนัญพิเศษอื่นๆ การประชุมการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(อังค์ถัด) และองค์กรอิสระพิเศษต่างๆ เช่น องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ และสถาบันเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยแห่งสหประชาชาติ

ความสำคัญ โครงการความช่วยเหลือต่างประเทศที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันในครั้งแรก คือ โครงการที่สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือแก่พันธมิตรในระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นสี่พันล้านดอลลาร์สหรัฐยังคงคาราคาซังกันอยู่ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็มีโครงการเลนด์-ลีสที่ดำเนินการโดยฝ่ายพันธมิตร เป็นการให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจแก่กันและกัน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้มีการพัฒนาโครงการความช่วยเหลือของสหรัฐฯหลายโครงการ เช่น แผนมาร์แชล มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณะยุโรปตะวันตก หลักนิยมทรูแมน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการทหารและทางเศรษฐกิจแก่รัฐที่ถูกคอมมิวนิสต์คุกคาม และแผนความมั่นคงร่วมกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการป้องกันขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในยุโรปตะวันตก สำหรับความช่วยเหลือที่ให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาต่างๆนั้น เริ่มต้นด้วยโครงการพ้อยท์โฟว์ อันเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในปี ค.ศ. 1949 และโครงการนี้ได้ขยายให้ครอบคลุมไปถึงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าและแบบเป็นเงินกู้ กับการช่วยเหลือทางด้านการทหารระหว่างทศวรรษปี 1950 ถึงทศวรรษปี 1960 ส่วนโครงการให้ความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตสำหรับประเทศด้อยพัฒนานั้น ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางทศวรรษปี 1950 ในรูปแบบของการให้เครดิตเพื่อส่งเสริมการค้าแบบทวิภาคี ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆในทางตะวันตกและทางตะวันออกตลอดจนญี่ปุ่น ก็ได้จัดตั้งโครงการความช่วยเหลือที่สำคัญแก่รัฐที่กำลังพัฒนาในทศวรรษปี 1960 ชาติต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือจะดำเนินการผ่านทางช่องทางในแบบทวิภาคี ผ่านทางองค์การในระดับภูมิภาคและองค์การในระดับโลก แต่การตัดสินใจที่สำคัญๆเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและด้านการทหารส่วนใหญ่เป็นการกระทำโดยฝ่ายเดียวของรัฐผู้บริจาค ประเทศผู้บริจาคส่วนใหญ่จะนิยมให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะมีความเชื่อว่า ทุนที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมนั้นควรจะเอาจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ จากบริษัทข้ามชาติต่างๆ อย่างไรก็ดีประเทศผู้รับความช่วยเหลืออยากได้ความช่วยเหลือในรูปของเงินทุนที่อาจออกมาในรูปการให้เปล่าหรือให้กู้ในระยะยาวโดยเสียดอกเบี้ยต่ำก็ได้ เพราะว่าต้องการจะควบคุมโครงการพัฒนาและอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติด้วยตนเอง เงินที่นำมาใช้สนับสนุนโครงการพัฒนาทุนเป็นการเฉพาะของชาติตะวันตกนี้ได้มาในรูปของเงินกู้ที่ออกให้กู้โดยกลุ่มธนาคารโลก หรือออกให้กู้โดยธนาคารพัฒนาแอฟริกา ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือธนาคารพัฒนาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบทวิภาคีนั้นจะตกลงใจให้ความช่วยเหลือโดยยึดหลักองค์ประกอบทางการเมืองและความมั่นคงเป็นสำคัญยิ่งกว่าจะได้คำนึงถึงความจำเป็นของประเทศผู้รับความช่วยเหลือ ดังมีตัวอย่างในทศวรรษปี 1980 ความช่วยเหลือของสหรัฐฯส่วนใหญ่จัดให้แก่ประเทศต่างๆเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น อิสราเอล และอียิปต์ เป็นต้น ส่วนที่เหลือจึงค่อยเฉลี่ยให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีจำนวนมากกว่าร้อยประเทศ 

===================================================




 ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

Development Strategy : Group of Seventy-Seven (G-77)

ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา : กลุ่ม77(จี-77)

กลุ่มแกนนำของโลกที่สาม ที่ทำงานอย่างแข็งขันในประเด็นทางเศรษฐกิจในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติและในการประชุมนานาชาติ กลุ่ม 77 เริ่มทำงานในกระบวนการตัดสินใจในระดับโลกครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1964 ในที่ประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (อังค์ถัด) โดยมีสมาชิกแรกเริ่มจำนวน 77 ชาติจากเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา เมื่อถึงปลายทศวรรษปี 1980 กลุ่ม 77 มีสมาชิกเกือบ 130 ชาติทั้งนี้รวมทั้งผู้แทนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ตองกา และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์(พีแอลโอ) ทั้งที่ทั้ง 4 ชาตินี้ตอนนั้นยังมิได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติแต่อย่างใด จุดมุ่งหมายของกลุ่ม 77 คือ การพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและทางการค้าในระดับโลกร่วมกัน กลุ่มแกนนำขนาดใหญ่มากอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด(นาม) ได้ให้การสนับสนุนความพยายามของกลุ่ม 77 โดยได้ทำหน้าที่เป็นแกนนำด้วยเหมือนกัน แต่เป็นในด้านการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม สิทธิมนุษยชน และในเรื่องในระดับภูมิภาคต่างๆ อีกทั้งยังมีบทบาทในการกดดันมหาอำนาจให้ยอมบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการควบคุมอาวุธและการลดกำลังรบ

ความสำคัญ กลุ่ม 77 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาและในการกดดันประเทศอุตสาหกรรมให้มา (1) ให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ (2)ให้ความร่วมมือทางเทคนิค (3) ให้จัดเงื่อนไขทางการค้าให้ดีขึ้น และ (4) ในเรื่องผลประโยชน์อื่นๆเกี่ยวกับกลุ่มโลกที่สาม อย่างไรก็ดีการได้รับชัยชนะสามารถคุมเสียงข้างมากในสมัชชาใหญ่ได้มิได้สร้างเงื่อนไขที่ดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้า การพัฒนา และการสร้างความทันสมัยขึ้นมาได้เสมอไป เมื่อเป็นเช่นนี้ผลก็คือ ได้เกิดเป็นแนวโน้มขึ้นมาสำหรับกลุ่มประเทศโลกที่สามที่จะเจรจาทำความตกลงในแบบสมานฉันท์กับหมู่ประเทศอุตสาหกรรม ในบางเรื่องกลุ่ม 77 ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลเนื่องจากเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในกลุ่มเอง ดังมีตัวอย่างในการเจรจาสนธิสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล กลุ่มประเทศในโลกที่สามได้แตกออกเป็นกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน เพราะแต่ละกลุ่มมีจุดยืนที่ขัดแย้งกันอันเป็นผลสืบเนื่องจากว่า บางรัฐเป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนชายฝั่ง บางรัฐเป็นรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะ บางรัฐไม่มีทางออกทะเล บางรัฐเป็นรัฐผู้ส่งออกแร่ธาตุที่พบในท้องมหาสมุทร ส่วนบางรัฐเป็นรัฐผู้นำเข้าแร่ธาตุที่พบในท้องมหาสมุทร อย่างนี้เป็นต้น แต่เมื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว กลุ่มจี 77ได้ทำหน้าที่ในหลายเรื่องอย่างองค์กรที่ไม่เป็นทางการ แต่ก็สามารถทำการตกลงใจอย่างมีประสิทธิผลมากในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

Elephantstay,Thailand,

Elephantstay,Thailand,
Live,work and play with elephants